ที่มา : นิตยสารเกษตรคิวเซ  ฉบับที่  75  เดือนมกราคม  2548

 - เมื่อผมใช้เท้าตรวจข้อสอบนักเรียน -
 
 

ครูสะเอ็ม  บุญเสนา

โรงเรียนร่มเกล้า อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

 

                    ผมคิดว่าหลายๆ ท่าน ที่อ่านบทความนี้ อาจจะรับไม่ได้กับชื่อเรื่อง โดยเฉพาะท่านที่เป็นครูผู้เคร่งครัดอยู่ในครอบครัวอันดีงามของ " แม่พิมพ์ " ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร พูดย้ำเสมอว่า " เราต้องคิดนอกกรอบ " ส่วนผมนอกจากจะคิดนอกกรอบแล้ว ยังทำนอกกรอบอีก ติดตามต่อไปครับ

                    การศึกษาของไทยเราทุกวันนี้ ทำให้ลูกชาวไร่ ชาวนาลืมกำพืดของตนเอง ผมพูดล้อเล่นเสมอว่า เมื่อเด็กจบ ม.6 จะเป็นโรคโลหิตจาง จบอนุปริญญา จะเป็นโรคเหน็บชา  พอจบปริญญาตรี จะเป็นโรคอัมพฤกษ์ กล่าวคือ ยิ่งสำเร็จการศึกษาสูงๆ ความสามารถในการทำงานด้วยแรงจะลดลง สภาพปัญหาการหางานทำไม่ได้จะมากขึ้น ความจริงไม่ได้ไม่มีงานทำ แต่ทำงานไม่เป็นต่างหาก หลายๆ คน มุ่งแต่จะเป็นลูกจ้างเขาท่าเดียว ไม่คิดสร้างงาน จึงต้องว่างงาน ให้เป็นภาระของพ่อ-แม่ ต้องเลี้ยงดูไปจนกว่าจะตายจากกัน ผมตั้งคำถามง่ายๆ ให้เด็กตอบ คำถามมีอยู่ว่า นาย ก.นักเรียนชั้น ม.6 สามารถอธิบายวิธีทำส้มตำ การย่างไก่ และการนึ่งข้าวเหนียว ได้อย่างดี ไม่มีข้อบกพร่อง และ นาย ก. ยังเขียนด้วยลายมือที่บรรจง สะอาด อ่านง่าย  นาย ข.จบ ป.6 ไม่มีเงินเรียนต่อ ต้องออกมาช่วยพ่อ-แม่ทำงานหาเลี้ยงชีพ นาย ก.และนาย ข. เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน นาย ข.แรกๆ ก็เป็นลูกมือช่วยงานในสวนของพ่อ ว่างๆ มาช่วยแม่ขายส้มตำ 6 ปี ผ่านไป นาย ข.ทำสวนพริก มะละกอ เลี้ยงไก่ ทำนา แล้วเอาผลผลิตมาเปิดร้านขายส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว บริการแก่ลูกค้า มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ อีกไม่นานจะเปิดร้านขายส้มตำติดแอร์ ไว้บริการลูกค้าระดับไฮโซ คำถาม ถามว่า ระหว่างนาย ก. กับนาย ข. ใครเก่งกว่ากัน? ท่านผู้อ่านคงตอบได้

                    ระบบการศึกษาของคนไทย คนแบบนาย ก. มีมากมาย ซึ่งกลุ่มนี้ เมื่อเรียนจบมา แทบจะมองไม่เห็นอนาคต คนแบบนาย ข. ก็คือ คนในรายการสู้แล้วรวย ของคุณดำรง  พุฒตาล ผมเป็นครู ผมพยายามจะสอนให้ลูกศิษย์เป็นคนแบบนาย ก.และนาย ข. ให้อยู่ในคนๆ เดียวกัน

                    " พึ่งพาตนเอง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส " คือสูตรแก้ไขปัญหาความยากจน ที่รัฐบาลพยายามจะให้ประชาชนทำให้ได้ เศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว คนไทยทุกคนรู้ว่าดี  แต่ทำอย่างไรจึงน้อมนำมาปฏิบัติและช่วยแนะนำคนอื่นให้ทำตาม

                    ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 ผมสอนนักเรียนชั้น ม.5 วิชาการปลูกข้าว ผมบอกนักเรียนทุกคนว่า วิชานี้ไม่สอบแบบธรรมดาๆ แต่จะสอบแบบพิเศษ เอาให้หลุดกรอบหลุดโลกไปเลย วิธีสอนแบบหนุมานขยี้กล่องดวงใจทศกัณฐ์ถูกนำมาใช้

                    ขั้นแรก  เชิญพ่อ-แม่นักเรียนมาอบรมพร้อมกับลูก พ่อ-แม่ กลัวลูกไม่ได้คะแนน ก็จำใจมาอบรม ลูกคือกร่องดวงใจของพ่อ-แม่ การอบรมใช้เวลาครึ่งวัน เพราะครูไม่มีอาหารกลางวันเลี้ยง วิธีการอบรมก็ฉายวีซีดีวิธีการทำนาแบบธรรมชาติให้เขาเห็น วิธีการเพิ่มผลผลิตข้าว โดยการพึ่งพาตนเองแบบทำปุ๋ยใช้เอง รักษาสิ่งแวดล้อม และจะขายข้าวได้ราคาดี ฉายวีซีดีด้วย อธิบายด้วย อธิบายประกอบด้วย สอนทั้งพ่อ-แม่และลูกไปพร้อมกัน ซึ่งไม่มีข้าราชการส่วนไหนที่จะทำได้นอกจากครู เมื่อเขาดูเสร็จก็บอกว่า รู้อย่างเดียวไม่มีประโยชน์ รู้แล้วต้องทำด้วย วันนี้พ่อ-แม่มาอบรม ให้คะแนนลูกคนละ 20 คะแนน

เชิญผู้ปกครองนักเรียนมาอบรม  สูตรการแก้ไขปัญหาความยากจน พร้อมกับบุตร

โดยใช้คะแนนเป็นแรงจูงใจ

                    ขั้นที่สอง  นักเรียนนำแกลลอนขนาด 10 ลิตร มาเอา EM ขยายที่โรงเรียนไปทำปุ๋ยหมักที่บ้าน คนละ 30 กระสอบ โดยให้พ่อ-แม่ช่วยทำ เกิดการเรียนรู้ด้วยการกระทำจริงทั้งพ่อ-แม่-ลูก (พ่อ-แม่นักเรียนบางคนด่าผมตั้งแต่มาอบรมแล้ว แต่ด่าไม่ให้ผมได้ยิน กลัวลูกจะไม่ได้คะแนน) EM ขยายจะเอาเท่าใดก็ได้ ครูให้บริการเต็มที่ ให้เวลาทำปุ๋ยหมัก 2 อาทิตย์ พอถึงเวลาครูก็ไปตรวจให้คะแนน 30 คะแนน ปุ๋ยทำเสร็จแล้วเขาก็นำไปใส่นา ไม่นำมาหนุนหัวเล่นแน่ๆ

                    ขั้นที่สาม  ให้นักเรียนนำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพหรือโบกาฉิ ใส่ในนาตอนไถดะ 1 ไร่ 30 กระสอบ พร้อมกับเอา EM ขยายไปเทใส่แปลงนาขณะไถดะด้วย ห้ามใส่ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด ใครใส่ปุ๋ยเคมีจะให้ 0 เพราะครูรู้ว่าข้าวใส่ปุ๋ยเคมีกับข้าวใส่จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มันแตกต่างกัน ขู่เอาไว้เลย (ผู้ปกครองนักเรียนด่าฉิบหาย ครูอะไรว่ะ สอนบ้าๆ แล้วกูจะได้ข้าวพอกินหรือเปล่าว่ะ แต่ต้องยอมทำตามเพราะกลัวลูกไม่ได้คะแนน)

       

 

                    ขั้นที่สี่  ปลายเดือนสิงหาคม หลังจากการปักดำข้าวแล้ว 2 เดือน ข้าวกำลังแตกกอ เจริญเติบโตเต็มที่ ผมก็ออกตรวจให้คะแนน เวลาตรวจผมจะถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าในแปลงนา นาที่ใส่ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพและใส่ EM ขยาย ตามที่ผมสอน ดินจะนิ่ม ข้าวจะแตกกอดี  เวลาเดินตามแปลงนา รากข้าวจะขาด สามารถรู้สึกได้ทั่วฝ่าเท้า (ฝ่าตีน) แสดงให้เห็นว่ารากข้าว แผ่กระจายได้ดี ในเมื่อดินนิ่ม รากข้าว จะแผ่กระจายได้ดี ข้าวย่อมแตกกอดีและงามเป็นธรรมดา เวลาไปตรวจ ผมจะให้เด็กนักเรียนนัดผู้ปกครองไปด้วย คำพูดที่ได้ยินจากผู้ปกครองเด็ก มักจะคล้ายๆกัน คือ

                                        ** " แรกๆ ผมไม่เชื่อครู แต่ทำตามเพราะกลัวลูกไม่ได้คะแนน "

                                         ** " ดินอ่อน ดินนิ่ม ดำนาง่าย "

                                        ** " ไส้เดือนบ่เคยมี ก็มี "

                                        ** " กบ เขียด ปู ปลา ในนาหลายขึ้น "

                                        ** " ข้าวงาม เหลืองนวลตลอด งามนาน "

                                        ** " บ่ต้องซื้อปุ๋ย ประหยัดเงิน "

                                        ** " ใครๆ ก็มาถามผมว่า ใช้ปุ๋ยอะไร ข้าวคืองามแท้ " ( เริ่มมีหน้ามีตาเพราะมีคนชม)

                                        ** " ปีหน้าผมจะทำหลายๆ จะเลิกใส่ปุ๋ยเคมี "

                                                            ฯลฯ

หลากหลายคำพูด ที่ผมได้ยินจากปากของพ่อ-แม่ของเด็กนักเรียน ตอนแรกครูคือไอ้ตัวแสบ ตอนนี้ครูคือพระเอก ผมให้เด็กนักเรียนนับการแตกกอของต้นข้าว และพยายามสังเกตดูการเจริญเติบโตของข้าว วิธีการตรวจข้อสอบของผม ใช้เท้าตรวจจริงๆ ไปพูดในที่ประชุมครู ที่โรงแรมอิมพีเรียล สกลนคร ครูหลายร้อยคนและศึกษานิเทศก์เขารับไม่ได้ ทั้งๆ ที่ผมใช้เท้าตรวจจริงๆ เพราะถ้าผมก้มลงเอามือคลำดินในแปลงนา ผมกลัวใบข้าวจะทิ่มตาบอดและถูกด่าว่าโง่ (ขั้นตอนนี้ให้ 30 คะแนน

 

                    ขั้นที่ห้า  กลางเดือนพฤศจิกายน  นาข้าวจะกลายเป็นทุ่งรวงทองเหลืองอร่าม ผมจะไปตรวจอีก พ่อ-แม่นักเรียนส่วนมากจะยิ้ม รีบยกมือไหว้ ครูครับปีนี้ นาผมได้ข้าวหลายขนาด แตกกอก็ดี ข้าวไม่ล้ม รวงใหญ่สม่ำเสมอ ความสุขของชาวนาก็คือ การได้ข้าวมากๆ เพราะข้าวคือทรัพย์ของชาวนา ตอนนี้ผมเริ่มจะเป็นเทวดาของพวกเขา ผมให้เด็กนับระแง้ของรวงข้าว นับเมล็ดข้าว เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่า ทำไมผลผลิตข้าวจึงเพิ่มขึ้น ผู้ปกครองก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็ก (ได้ 20 คะแนน)

นายภูมี  แก้วมะ เกษตรกรบ้านแมด อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

และบุตรสาว นางสาวชัชฎาภรณ์  แก้วมะ นักเรียนชั้น ม.5

โรงเรียนร่มเกล้า อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

 ปี 2546 ใช้ปุ๋ยเคมี ลงทุน 233 บาท/ไร่ ผลผลิตข้าว 700 มัด

                                                   ปี 2547 ใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ (โบกาฉิ) ลงทุน 120 บาท/ไร่  ผลผลิตข้าว 1,800 มัด

(สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  0-1051-5017)

                    งานเกษตร เป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย ใครๆ ก็ไม่อยากทำ แต่หนีไม่พ้น เพราะคนเราต้องกินข้าววันละ 3 มื้อ ถ้าท้องมันหิว จะแก้วิธีใดก็ไม่หาย นอกจากต้องกินเท่านั้น ที่ต้องแก่งแย่งกันทำงานแทบตายอยู่ทุกวันนี้ เพราะอาหารคือเรื่องสำคัญ

                    ชาวบ้านนอกจากเขาจะยากจนเงินทองแล้ว ยังจนแนวความคิดอีกด้วย และการศึกษาทุกวันนี้ ยิ่งทำให้ลูกหลานเขาลืมกำพืดของตัวเองอีก ทำให้อนาคตมองไม่เห็นฝั่ง ทั้งผู้ปกครองและตัวเด็กนักเรียนแล้ว อดอยากยากจนจะเรียนไปทำไม เรียนแล้วต้องมีอยู่มีกิน เป็นคนดีของพ่อ-แม่ จึงจะถูก

                    การสอนงานเกษตรกรรม ต้องสอนทั้งพ่อ-แม่-ลูก ไปพร้อมๆ กัน ครูใช้เรือก สวน ไร่ นา คอกปศุสัตว์ และบ้านของเด็กเป็นข้อสอบ ที่จะต้องลงไปตรวจให้คะแนน ครูต้องคิดเสมอว่าทำอย่างไรผู้ปกครองและเด็กจะเชื่อ เมื่อเชื่อแล้วต้องทำตามและพยายามขยายผลไปสู่ผู้อื่นด้วย สังคม ประเทศชาติก็จะยั่งยืนและพัฒนาอย่างถาวร หยุดความอดอยากยากจนด้วยการศึกษาเดี๋ยวนี้