|
ปี 2525 มีการนำ EM
เข้าไปใช้ในประเทศไทย เพื่อใช้ในด้านการเกษตร
ประมง ปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม จนถึงขณะนี้กว่า 20
ปี มีการนำ EM
ไปประยุกต์ใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น การหมัก
การทำฮอร์โมนพืช เพื่อการเจริญเติบโตทางธรรมชาติ
การป้องกันศัตรูพืชและป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์กลุ่มเชื้อโรคขยายตัว
ในขณะที่ผู้ใช้อีกจำนวนมากนำไปใช้กับร่างกายภายนอก
เช่น โรคผิวหนังบางชนิด
อาการคันตามง่ามนิ้วมือนิ้วเท้า
การกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น แผลสด แผลยุงกัด
เม็ดผดผื่นคัน รวมทั้งการอมบ้วนปากป้องกันฟันผุ
แผลในปาก ฯลฯ ปรากฏว่าอาการดังกล่าวหายไป
มีตัวอย่างอีกมากมายที่หลายคนนำหัวเชื้อ
EM ไปหมักกับนมสด
ทั้งนมดีและนมเสีย จนปรากฏเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง
นำมาทาเม็ดผดผื่นคันได้ ทาเป็นครีมบำรุงผิวได้
ฉีดใส่ต้นไม้บำรุงผล บำรุงดอกได้
เกษตรกรจำนวนมากนำ EM
หมักน้ำซาวข้าวไปทาขี้เรื้อน วัว ควาย
และสัตว์ที่เป็นแผล ก็ปรากฏว่าหายเป็นปกติ
นอกจากนั้นนำไปฉีดพ่นใส่ฟางและหญ้า เพื่อให้วัว
ควายกิน ทำให้วัวควายอ้วนท้วมสมบูรณ์ ขายได้ราคาดี
ชาวนาที่เป็นสตรี นำสำลีไปชุบหัวเชื้อ
EM แล้วทารักแร้
จนทุกวันนี้ไม่มีกลิ่นตัวอีกเลย

ผู้ใช้รถยนต์บางราย นำ EM
ขยายไปผสมน้ำ 1:1,000
เท่า แล้วล้างรถจนเป็นเงางาม
ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำยาล้างรถ
และไม่เกิดแผลบนฝ่ามือหรือผิวหนังลอก
ซึ่งเกิดจากการแพ้สารเคมีจากน้ำยาล้างรถ
นอกจากนั้น ช่างฟิตตามอู่ซ่อมรถยนต์บางอู่
นำเศษเหล็กไปแช่ในน้ำ EM
ขยาย เพียง 3 วัน สนิมเหล็กหลุดจนหมด
ไม่ต้องเสียเวลามานั่งขัดสนิมให้เหนื่อยแรง
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด
เป็นคำบอกเล่าที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว
แต่ไม่มีใครออกมาโม้โอ้อวดสรรพคุณ เพียงแต่ว่า
แต่ละคนบอกกันต่อๆ มาแล้วนำไปทดลองใช้ เพราะ
EM ไม่มีอันตรายต่อคน
สัตว์และพืช
ที่สำคัญต้องเป็น
EM ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก
EMRO และผลิตจากบริษัท
อี เอ็ม คิวเซ จำกัด
ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย (ผลิตในประเทศไทย)
ความมหัศจรรย์ของ EM
เกิดจากผลการทดลองนำจุลินทรีย์กลุ่มดีมารวมกัน
ก่อให้เกิดสาร AntiOxidation
สามารถกำจัดสารอนุมูลอิสระได้
ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือ มีการนำหัวเชื้อ
EM ไปขยาย
บรรจุใส่แกลลอนใหม่
แล้วตั้งชื่อที่มีลักษณะสอดคล้องกับ
EM บางรายใช้คำว่า
จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ EM
บ้าง หัวเชื้อจุลินทรีย์
EM บ้าง
แล้วอ้างสรรพคุณทุกอย่างที่เหมือน
EM
จึงขอให้ผู้ใช้ระมัดระวังของปลอมและลอกเลียนแบบให้ดี
ไม่เช่นนั้นท่านอาจเหมือนอาจารย์คนหนึ่ง
สอนนักเรียนอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี
ไปได้รับคำแนะนำจากคนอื่นว่า
EM
กินได้สารพัดโรคที่เกี่ยวกับท้องและลำไส้
จึงไปซื้อมารับประทานและเผอิญไปซื้อของปลอมที่ลอกเลียนแบบ
ที่ผลิตขึ้นมาเองจากใต้ทุนบ้านใครก็ไม่รู้
อยู่ในเขตจังหวัดอุบลฯ แล้วบรรจุแกลลอน
บอกว่าเป็นหัวเชื้อ EM
อาจารย์ท่านนี้ดื่มเข้าไปเพียง 1 ช้อน ปรากฏว่า
หลังจากนั้นปวดท้องอยู่ตลอดเวลา จนต้องไปหาหมอ
ไปบอกหมอว่ากิน EM
เข้าไป คุณหมอท่านนี้ก็เลยฝังใจเรื่อง
EM มาตลอด ไม่ยอมเชื่อ
EM ตั้งแต่นั้นมา
ส่วนอาจารย์ก็ต้องทานยาตามหมอสั่งมาจนถึงทุกวันนี้เข้าปีที่
3 แล้ว ด้วยพิษสงของ EM
เลียนแบบ ผู้ผลิตไม่แนะนำให้นำ
EM ไปดื่ม จึงพิมพ์ติดไว้ที่ข้างแกลลอนว่า
" ห้ามรับประทาน "
สาเหตุก็เกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมาหลายๆ อย่าง
ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
แต่ก็ยังมีคนนำไปดื่ม ซึ่งอาจเป็นผลเสีย หากเป็น
EM เลียนแบบ
โดยอ้างสรรพคุณว่า "
EM เหมือนกัน
ตัวนี้ดีกว่าของคิวเซอีก "
คำโฆษณาเหล่านี้ อยากให้ผู้ซื้อระมัดระวังด้วย
ขณะนี้มีจุลินทรีย์ชีวภาพผลิตออกมาจำหน่ายมาก
ในราคาที่แตกต่างกัน
อ้างสรรพคุณล้นเหลือและมักจะโจมตีคู่แข่งว่าตัวเองเหนือกว่า
เก่งกว่า ได้ผลกว่า ซึ่งผิดวิสัยการตลาดที่ดี
สมมติผู้เขียนผลิตยา " ทัมใจ
" ลดไข้แก้ปวด มาหลายสิบปี อยู่ๆ
มีนักวิชาการออกมาผลิต "
ทิฟฟี่ " แล้วมาอ้างว่าทิฟฟี่ดีกว่าทัมใจ
แบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
ผิดจรรยาบรรณของนักวิชาการ
เพราะอะไรที่มันดีก็จะมีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง
ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกจากประสบการณ์ตัวเอง
หรือจากคำบอกเล่าของผู้อื่น
เพชรย่อมเป็นเพชร
EM
จึงมีทั้งเพชรเทียมและเพชรแท้ ขึ้นอยู่กับความโลภของมนุษย์
ในการที่จะผลิตของเทียมขึ้นมาประโลมโลกได้นานเท่าไร
ถ้าทำให้ คน สัตว์ พืช ต้องเจ็บป่วยล้มตาย
สักวันหนึ่งเวรกรรมก็จะตามทัน
ในบั้นปลายของชีวิตท่าน ก็จะมีอาการของร่างกาย
ไม่ต่างจากคน สัตว์ พืช
ที่บริโภคของเทียมและเลียนแบบ
จากน้ำมือของท่านอย่างแน่นอน
ความมหัศจรรย์ของ
EM อยู่ที่เขาเป็นจุลินทรีย์กลุ่มดีที่มีชีวิต
ในการช่วยบำรุงดินให้ร่วนซุย
สามารถแก้วิกฤติปัญหาชาวนายากจนซ้ำซากได้
ผลิตผลไม้และอ้อยให้มีรสหวานตามธรรมชาติได้
เพราะเขาเป็นจุลินทรีย์ที่เปรียบเสมือนวิศวกรด้านสิ่งแวดล้อมดีๆ
นั่นเอง
เขาอาจจะไม่ช่วยให้กลิ่นเหม็นของขยะหมดไปในชั่วพริบตา
แต่เขาช่วยไม่ให้เชื้อโรคตรงนั้นเจริญเติบโตได้อีกและนำจุลินทรีย์ที่ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง
ก็จะได้รับประโยชน์จากจุลินทรีย์กลุ่มดีลงไปด้วย

ขอให้พวกเรานำ EM
ไปใช้ตามหลักอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ซึ่งหมายถึง เมื่อเรามีปัญหา รู้ปัญหา
เข้าถึงปัญหา สามารถแก้ปัญหาได้
และปัญหามันจะหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีสิ้นสุด
มียศก็เสื่อมยศ มีลาภก็เสื่อมลาภ
ตรงนี้แหละคือความมหัศจรรย์ของพุทธศาสนา โดยมี
EM
เป็นเพียงบริบทหนึ่งในการแก้ปัญหา
สิ่งสำคัญประการสุดท้าย ผู้ใช้
EM หรือนำ EM
ไปใช้ หากตั้งอยู่ในพรหมวิหาร 4
(เมตตา,
กรุณา,
มุทิตา,
อุเบกขา) ตัดความโลภออกจากใจ
EM
จะเกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง |