ที่มา : นิตยสารเกษตรคิวเซ  ฉบับที่  86  เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม  2549

วิภูษิต ...... chalermpol21 @ thaimail.com  เรียบเรียง 

 - เทคนิคการสอน  EM ตามแนวพุทธ  -
 

เทคนิคการสอนเทคโนโลยี   EM  ตามวิถีพุทธ

 

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้า

 

            วิทยากรเกษตรธรรมชาติคิวเซ  สอนให้เกษตรกรเข้าใจหลักความสมดุลของธรรมชาติ ความเกื้อกูลของสิ่งมีชีวิต ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทั้งพืช สัตว์และจุลินทรีย์ สอนให้เข้าใจว่า EM ไม่ใช่ชื่อจุลินทรีย์ แต่ EM อยู่ในธรรมชาติ เหมือนคนมีกรรมเป็นแดนเกิด จุลินทรีย์มีทั้งดีและโรคร้าย ต้องแยกคนดีออกจากคนร้าย EM เป็นการรวมมวลจุลินทรีย์กลุ่มดีที่ใช้เทคนิคพิเศษในการเลี้ยงรวม หรือที่เรียกว่า   "เทคโนโลยี EM" สอนให้รู้ถึงการนำเอา EM ไปประยุกต์ใช้ให้ถูกวิธี สอนให้รวมกลุ่ม สอนให้ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง แล้วนำไปขาย ใครขยันห้ทขายเป็นรายได้ของกลุ่ม เป็นทุนชุมชน ก่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง ยั่งยืน และอยู่แบบพอเพียง จึงเข้ากับคำพูดของนักวิทยาศาสตร์ (ไอสไตร์) ที่ว่า

If you give me a fish. I can eat  it  today.

If  you  teach  me  a  fish. I  can  eat  forever.

 

   

           ในระดับปัจเจกบุคคล  การยึดหลักอริยสัจ ๔   เป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้เขียนใช้เป็นประจำเสมอมา ด้วยการเข้าถึงทุกข์ของชาวบ้าน

          ทุกข์ - เป็นทุกข์เพราะอะไร ครูผู้สอนก็สามารถกำหนดรู้ได้ เช่น ทุกข์เพราะค่าครองชีพสูง ทุกข์เพราะปุ๋ยเคมีราคาแพง ทุกข์เพราะความยากจน  ทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ทั้ง  7  อันมี 

          1. ความเกิด  2. ความแก่  3. ความเจ็บ  4. ความตาย  5. การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก  6. การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก  7.ความปรารถนาในสิ่งอันใดแล้วไม่ได้ในสิ่งอันนั้น

        ปฏิบัติการแก้ทุกข์ จะเอา EM มาแก้ทุกข์ตรงจุดไหน (ลดค่าครองชีพ, ลดการใช้ปุ๋ยเคมีหรือแก้ปัญหาสุขภาพ) จะต้องตรงกับเหตุปัจจัยที่เกิดโดยปราศจาก อวิชชา ซึ่งหมายถึงการไม่รู้ตามความเป็นจริงในสภาวะธรรมะ (ชาติ) จึงปฏิบัติการดับทุกข์ที่เหตุอันทำให้เกิดทุกข์นั้นเป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง

          สมุทัย - เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา ความทะยานอยาก เช่น อยากได้นั่นได้นี่ อยากมั่งอยากมี อยากเป็นโน่นเป็นนี่ อยากให้ปุ๋ยราคาถูก อยากขายข้าวราคาแพง อยากมีโทรศัพท์มือถือ อยากมีเงินซื้อรถ ซื้อบ้านใหม่ ฯลฯ ความอยากเป็นตัณหา 3 คือ

          กามตัณหา - ความทะยานอยากในกาม หรือทางโลกคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้ง 5

          ภาวตัณหา - ความอยากเป็นนั่น เป็นนี่ หรืออยากเกิดอยากมี อยู่คงทนตลอดไปตามใจปรารถนา

          วิภวตัณหา - ความทะยานอยากในความไม่มี ไม่เป็น อยากไม่เป็นนั่น อยากไม่เป็นนี่  ผู้เป็นครูจะสอนให้ควรละความอยาก เมื่อเกษตรกรเข้าใจตัวทุกข์ และคิดอยากละ หรือควรละซึ่งความอยากแล้ว จึงเข้าสู่ นิโรธ

          นิโร - ความดับทุกข์ คือดับตัณหา ให้เข้าสู่สภาวะปลอดทุกข์ แล้วทำให้แจ้ง ให้รู้ว่าจุลินทรีย์หรือสิ่ง มีชีวิตตัวเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น เขาให้ประโยชน์อะไรกับดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง 4 ที่ให้คุณประโยชน์ต่อมวล มนุษย์

          EM คือ ผู้ย่อย ผู้สร้าง คือคุณความดีต่อสรรพสัตว์ ที่ใดขาดจุลินทรีย์กลุ่มดี เปรียบเสมือนหมู่บ้านนั้นขาดคนดี ที่จะนำพาให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน ในทางตรงกันข้าม ถ้าหมู่บ้านนั้นมีแต่คนดีเกินกว่าที่คนไม่ดีจะมาเสี้ยมสอนได้ หมู่บ้านนั้นก็จะมีความสุข เป็นหมู่บ้านที่ทุกหน่วยงานรัฐ ปรารถนาที่จะเข้าไปส่งเสริม เชิดชู ในที่สุด ก็จะเป็นชุมชนเข้มแข็งและเป็นหมู่บ้านตัวอย่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืน           

       มรรค - หนทางที่ควรปฏิบัติเปรียบเสมือนเป็นกระบวนการสาธิตให้รู้ว่า EM สามารถ นำไปปฏิบัติอย่างไร ประยุกต์ใช้อย่างไร เพื่อให้ถึงหนทางแห่งการดับทุกข์ ที่มนุษย์หลง ยึดถือ และประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจอวิชชา ซึ่งเรียกเต็มๆ ว่าอริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่าทางมีองค์ 8 ประการอันประเสริฐ เรียกสามัญว่า มรรคมีองค์  8  คือ

       1. สัมมาทิฏฐ - เห็นชอบ คือ ความเข้าใจในการใช้  EM อย่างถูกต้อง

       2. สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ คือ ความใฝ่ใจถูกต้องต่อกระบวนการการทำงานของจุลินทรีย์

       3. สัมมาวาจา - เจรจาชอบ คือ การพูดถูกต้อง ซึ่งมีความหมายทั้งผู้ให้และผู้รับ กล่าวคือ ผู้ให้ต้องให้ความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง ด้วยภาพที่เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้รับตามสถานะของผู้ฟัง ส่วนผู้รับต้องมีวาจาสุภาพ แม้อยู่ในครัวเรือน อยู่ในกลุ่มคน หรือขณะทำการผสมปุ๋ย จนถึงการนำปุ๋ยหมักไปใช้ในการเพาะปลูก จะต้องมีสัมมาวาจาชอบต่อสิ่งที่มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เหล่านี้ล้วนมีคุณประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต มีคุณต่อแผ่นดิน (ผู้ใดใช้วาจามิชอบในการทำการกสิกรรมใดๆ ก็ตามจะได้รับผลกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้)

       4. สัมมากัมมันตะ - ทำการชอบ คือ การกระทำถูกต้อง ถูกหลักวิชาการ ไม่หลงตัวเอง ไม่ถือตัวเองเก่งกว่า ไม่โลภมาก เพราะการนำ EM ไปใช้ในการเกษตรหรือกสิกรรมใดๆ จะต้องไม่โลภให้ได้มากๆ แต่ควรทำให้ถูกต้อง ซึ่งจะเกิดผลดีในระยะยาว

       5. สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ คือการดำรงชีพถูกต้องตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ยั่งยืน ไม่โลภ ไม่หลง เพราะ EM ไม่ได้เป็นตัวหลง แต่เป็นตัววิเคราะห์ นำไปสู่ความเป็นไปทางธรรมชาติ เพื่อให้การดำรงชีพเป็นไปอย่างเหมาะสมถูกต้องและปลอดภัยต่อสุขภาพ

       6. สัมมาวายาม - เพียรชอบ คือความพากเพียรถูกต้อง ซึ่งหลักของเกษตรธรรมชาติ คือความเพียรพยายามในการดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง พึ่งพาตนเอง ก็จะสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต นั่นคือการไม่มีหนี้สิน การมีสุขภาพดี การได้อยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี

       7. สัมมาสติ - ระลึกชอบ คือ การระลึกประจำใจถูกต้องต่อสภาวะธรรมะ (ชาติ) ด้วยการเข้าใจ การใฝ่ใจ ารพูดจา การกระทำ การดำรงชีพ ความเพียรทั้งหลายเหล่านี้ เป็นการระลึกถึงความถูกต้อง ถูกทำนองคลองธรรม จนสามารถเข้าสู่  สัมมาสมาธิ

       8. สัมมาสมาธ - ตั้งจิตมั่นชอบ คือการตั้งใจมั่นถูกต้องต่อสิ่งที่ได้รับ การเรียนรู้จากครู เรียนรู้จากธรรมชาติ เรียนรู้จากมวลจุลินทรีย์ ที่ให้ประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ เพราะทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช จะขาดลินทรีย์กลุ่มดีไปไม่ได้ ความเกื้อกูลเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง การแสวงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เป็นจริธรรมนำไปสู่การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วต้องมาหาสาเหตุแห่งทุกข์ ตามดับทุกข์กันอีก

       วิทยากรผู้ให้ความรู้เรื่อง EM จึงไม่แตกต่างจากการให้ธรรมะ (ชาติ) ที่เป็นจริงตามหลักอริยสัจ ๔ เพราะการให้ธรรมเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ จึงควรที่ผู้รับ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มบุคคล ชุมชน หรือบุคคลในหน่วยงานอื่นใดได้รับทราบ โดยใช้วิจารณญาณตามความเป็นจริง

       การทำความดี ย่อมเห็นผลช้ากว่าทำความชั่วแต่ผลของกรรมดี ย่อมได้รับความสุขในบั้นปลายชีวิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองคนดี เปรียบเสมือนกับการนำจุลินทรีย์กลุ่มดีไปใช้ ก็จะเห็นผลช้า แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ต่อระบบนิเวศน์ ต่อสุขภาพ และความผาสุกในภายภาคหน้า ตรงนี้แแหละที่วิทยากร EM หลายๆ ท่านนำมาใช้ แม้บางท่านจะเปิดเผยตัวตน แต่บางท่านก็ปิดทองหลังพระ ทุกคนมีจิตวิญญาณเดียวกันคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั่นเอง