ที่มา : นิตยสารเกษตรคิวเซ  ฉบับที่  72  เดือนตุลาคม  2547

วิภูษิต ......เรียบเรียง (ปรับปรุง 2549)

 - โรคฉี่หนูป้องกันได้ด้วย EM เทคโนโลยี  -
 
   

โรคฉี่หนูป้องกันได้ด้วย   EM   เทคโนโลยี

 

 

             โรคฉี่หนู ( Lebtospirosis) เป็นโรคติดเชื้อที่มีอันตราย สามารถเกิดขึ้นได้ทุกจังหวัด หากรักษาไม่ทันอาจถึงชีวิตได้ พบได้ในบุคคลที่มีอาชีพทำนา ทำสวน เก็บขยะ เลี้ยงสัตว์ ทำเหมืองแร่ หรือแม้แต่นักเดินป่าท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงระหว่างฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว ระหว่างที่มีน้ำท่วมขัง เชื้อโรคเหล่านี้จะอยู่ในน้ำ เมื่อคนเดินลุยน้ำแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดเป็นแผลถลอก แม้เพียงเล็กน้อย ก็มีโอกาสได้รับเชื้อชนิดนี้เข้าไป เพราะโรคฉี่หนู ( Lebtospirosis) เป็นกลุ่มแบคทีเรียเชื้อโรคหรือกลุ่มที่ไม่สร้างสรรค์ โดยมีพาหะนำโรค ได้แก่ หนู วัว ควาย และรวมถึงสุนัข ซึ่งคนอาจรับเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสกับสัตว์ หรือได้รับเชื้อที่ปนเปื้อนในน้ำที่เข้าทางแผล เยื่อบุปาก หรือตา

             ประมาณ 1 - 4 สัปดาห์ ผู้ที่ได้รับเชื้อโรคชนิดนี้ จะเริ่มแสดงอาการเหมือนคนเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการปวดษะ ปวดบริเวณหน้าผาก หลังตา ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณขา เอว เวลากดหรือจับจะปวดมาก มีไข้สูง หนาวสั่น ผู้ป่วยจะมีลักษณะตาแดง น้ำตาหรือขี้ตาไหล คอแดง มีเลือดจ้ำตามผิวหนัง ผู้ป่วยหลายรายซื้อยามารับประทานเอง กระทั่งเสียชีวิตในที่สุด บางรายไปรับการรักษาไม่ทันอาจถึงตายได้ อันเกิดจากภาวะไตวายเฉียบพลัน (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย : 2547 )

              จาการที่ศูนย์ข้อมูลและวิชาการเกษตรธรรมชาติคิวเซ ได้ออกส่งเสริมและเก็บข้อมูลและการใช้ EM ในการทำนาในหลายๆ จังหวัดทางภาคอีสาน อีกทั้งเครือข่ายผู้ใช้  EM จากทั่วประเทศ ยังไม่มีปรากฏว่าที่นาแปลงใดมีโรคฉี่หนูระบาดหรือได้รับผลจากโรคระบาดนี้ เป็นเวลานานกว่า 20 ปี ที่มีการนำ EM มาเป็นตัวช่วยเพิ่มจุลินทรีย์กลุ่มดี หรือกลุ่มสร้างสรรค์ลงไปในดินหรือแหล่งน้ำ ซึ่งพ้องกับหลักตรรกะที่ว่า การเพิ่มจุลินทรีย์กลุ่มดีมากๆ จุลินทรีย์กลุ่มเป็นกลางที่มีประมาณ 80% ก็เข้ามาช่วยเหลือ จนทำให้จุลินทรีย์กลุ่มเชื้อโรค ไม่สามารถทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตได้

             จากหลายๆ กรณีที่ยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขปเกี่ยวกับการใช้ EM เพื่อป้องกันโรคในสัตว์และแบคทีเรียที่ก่อโรคในคน เช่น กรณีปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อ มีอาการบาดเจ็บ เป็นแผล จึงได้คัดแยกปลาออกมาเลี้ยงไว้ต่างหาก แล้วนำ EM เติมใส่ภาชนะนั้น เพียงสัปดาห์เดียว ปลาที่มีบาดแผลกลับมีอาการดีขึ้น แผลแห้งสนิท จนสามารถนำลงบ่อใหญ่เลี้ยงต่อไปได้ (คำปอง   ฝอยทอง  0-6718-4312)

             ในทางตรงกันข้าม หากชาวนาไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยา กุ้ง หอย ปู ปลา ก็จะกลับมาอยู่อาศัย เป็นอาหารของคนบ้าง หนูบ้าง เมื่อหนูได้กินอาหารของมันตามธรรมชาติคือ ปู ปลา หอย จนอิ่มหนำ ก็จะไม่มาทำลายต้นข้าวให้เกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น การทำนาด้วยเกษตรอินทรีย์หรือการใช้ EM ก็ตาม เป็นวิธีการให้เกิดห่วงโซ่อาหาร เป็นวิธีการที่เกื้อกูลต่อธรรมชาติโดยตรง รัฐบาลไม่ต้องสิ้นเปลืองกับการรณรงค์ หรือใช้งบประมาณมาแก้ปัญหาโรคฉี่หนูซ้ำซากทุกปี สูญเงินเป็นร้อยล้านพันล้านกับปัญหาโรคฉี่หนู

             หนูนา มีวงจรชีวิต คือ การกิน ปลา หอย และต้นข้าว เป็นอาหาร สาเหตุที่หนูทำลายต้นข้าว เพราะในนานั้นไม่มีปลาและหอย เกิดจากการที่ชาวนาใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงและอื่นๆ ที่ทำลายห่วงโซ่อาหาร กุ้ง หอย ปู ปลา ตายหมด ทำให้หนูหันไปหาต้นข้าว แล้วทำลายต้นข้าวจนหมด ชาวนาก็ต้องใช้ยาเพื่อกำจัดหนู เมื่อหนูตายอยู่ในนา เกิดการเน่าเปื่อย เกิดปัญหาจุลินทรีย์เชื้อโรคตามมา วัวควายที่อยู่ในนา ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อโรคไปแพร่กระจาย สุนัขที่ชาวนาเลี้ยงไว้ชอบเดินลุยทุ่งตามเจ้าของ ก็กลายเป็นพาหะของจุลินทรีย์กลุ่มเชื้อโรคตามมา

             แม้ในถังขยะที่มีหนูชุกชุม เพราะหนูไปกินอาหารที่มีเชื้อโรค วัว ควาย ไปหาอาหารกินตามกองขยะ จึงกลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ คนเก็บขยะเป็นจำนวนมากที่ต้องนอนตายข้างถนน เพราะได้รับเชื้อจากโรคฉี่หนู หลายรายก็ไปตายที่โรงพยาบาลเพราะรักษาไม่ทันท่วงที

             การแก้ปัญหาด้วยการนำ EM ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มที่คัดสรรแล้วว่าสะอาด ปลอดภัยและเป็นกลุ่มที่ดีที่สุด ไปฉีดพ่นใส่กองขยะก่อนที่จะดำเนินการจัดเก็บไปเข้ากระ บวนการอย่างอื่นต่อไป จึงเป็นวิธีป้องกันโรคฉี่หนูในกองขยะได้

             การที่ EM เทคโนโลยีเข้าไปช่วยแก้ปัญหา จึงเป็นหนทางที่เป็นไปได้ เพราะรัฐเสียงบประมาณน้อยกว่าที่ทำกันอยู่ น่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องหันมาสนใจการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้วประหยัดเงินจากการรณรงค์ป้องกันโรคฉี่หนู มาทำขยะให้เป็นทอง ทำน้ำเสียให้เป็นเงิน โดยมี EM เป็นเครื่องมือ  ปัญหาโรคฉี่หนูจะแก้ง่ายกว่าที่คิด... (สอบถามการอบรมที่ ศูนย์ส่งเสริมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โทร.0-3636-2111 และ Hotline 0-1905-6553)

 

 

 

(จัดทำ 26 มิ.ย.49)