|
กระทรวงสาธารณสุขและสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
คงต้องหันมามองในมิติลี้ลับที่ส่งผลถึงบุคคลคณะหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
เรื่องอาหารที่ปลอดภัยที่เกี่ยวโยงด้านสุขภาพ
คณะบุคคลที่กล่าวถึงในที่นี้คือ พระภิกษุ
และสามเณรตามวัดต่างๆ
ที่ฉันอาหารตามญาติโยมนำมาถวาย
แต่แฝงไปด้วยภัยมืดที่มองไม่เห็นตัว
แม้จะเป็นความศรัทธา แต่หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์
อาจได้อาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
เนื่องจากเป็นพืชผัก ผลไม้ ที่มีสารพิษเจือปน
กรณีศึกษานี้ได้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้คือสถานีอนามัยประจำตำบลแห่งหนึ่ง
หัวหน้าสถานีอนา- มัย กล่าวว่า
ได้เข้าไปทำการตรวจหาสารเคมีตกค้างในเลือดของพระภิกษุสามเณรในวัดแห่งหนึ่งในอำเภอ
จำนวน 45 รูป ผลปรากฏว่า
- ปกติ
2 รูป
- ปลอดภัย
19 รูป
- กลุ่มเสี่ยง
21 รูป
- ไม่ปลอดภัย
2 รูป
ข้อสันนิษฐานสำคัญ
2 ประการ คือ
ชาวบ้านนำพืชผักที่ปลูกด้วยสารเคมีมาประกอบอาหาร
และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากญาติโยมที่มีจิตศรัทธา หาซื้อพืชผักและผลไม้ที่สวยงามนำมาถวายที่วัด
ถึงแม้จะเป็นอาหารที่ล้างสะอาดมาอย่างดี
แต่ปริมาณสารตกค้างยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะพืชผัก
ผลไม้ ที่มีลักษณะสวยงาม
ซึ่งผู้ซื้อบางคนยังเข้าใจอยู่ว่า พืชผักที่สวยงาม
มีราคา จะต้องเป็นของสะอาด เหมาะแก่การนำมาทำบุญ
แต่ของสวยงามดังกล่าว
ได้สะสมความลี้ลับที่เรามองไม่เห็น
แม้ไม่ได้ตั้งใจ
แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นในวันข้างหน้าเราคาดไม่ถึง
จนกระทั่งได้เจาะเลือดดู
ถึงจะรู้ว่าอาหารที่บริโภคทุกวัน
ไม่มีความปลอดภัยอย่างที่คิด
จากกรณีตัวอย่าง
บ่งชี้ให้เห็นว่า แม้เพียงวัดเดียว พระภิกษุ -
สามเณร มีเลือดเสียกว่า
40% หากมีการตรวจสารตกค้าง พระ เณร
ทุกวัดทั่วประเทศ ลองสำรวจดูก็แล้วกันว่า
มีจำนวนมากน้อยเท่าไร
ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือขั้นไม่ปลอดภัย
การแก้ปัญหา
กระทรวงสาธารณสุขและสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
คงต้องรณรงค์ให้ญาติโยมที่นำอาหารไปถวายพระ
ช่วยพิจารณาอาหารสดที่ไม่มีสารตกค้าง เช่น
เนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง อาหารทะเลหรือเนื้อสัตว์ที่ฉีดฟอร์มาลีนหรืออาหารบางชนิดที่ใช้สารฟอกขาว
การใช้ EM
จะสามารถลดพิษสารตกค้างได้
และช่วยกำจัดเชื้อโรคบางชนิดที่ไม่พึงประสงค์ให้ลดลง จนไม่เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้
(รัฐจะต้องใช้คนให้ถูกกับงาน
ใช้องค์กรเอกชนที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน)
รัฐจะต้องรณรงค์ให้คนทำบุญ
รู้จักซื้ออาหารที่ปลอดภัย บุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นเจ้าหน้าที่อย.ที่คอยตรวจสอบอาหารให้รัฐ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ
ส่วนวัดตามต่างจังหวัด
หากมีพื้นที่ภายในวัดเพียงพอ
ขอให้ญาติโยมที่อยู่ในวัดช่วยกันปลูกผักไว้บริโภค
โดยใช้เศษอาหารภายในวัดมาทำเป็นปุ๋ยหมัก
ก็จะได้พืชผักที่สะอาดไร้สารเคมีไว้บริโภคและถวายพระก็จะได้บุญมาก
หากในวัดไม่มีพื้นที่พอจะปลูกผักได้
ก็ต้องอาศัยชุมชนหรือหมู่บ้านที่อยู่ตามคุ้มวัดต่างๆ
ที่อยู่ในเขตรัศมีที่พระออกบิณฑบาตร
ช่วยกันปลูกผักที่ปลอดภัยจากสารเคมี
นำมาปรุงอาหารถวายพระ เพราะผักที่ปลอดภัย
ช่วยแก้ได้สารพัดโรค ทั้งโรคเก๊าต์ หืด
หอบ กระเพาะและอื่นๆ อีกมากมาย
จะสังเกตได้ว่าพระกรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น
จะฉันน้อยและเป็นอาหารที่ปลอดภัย เพราะก่อนปี 2504
ที่ปุ๋ยเคมีจะเข้ามาในประเทศไทย คนไทยปลูกผัก
ปลูกข้าวตามธรรมชาติมาโดยตลอด
คนโบราณจึงไม่ต้องเข้าคิวกันตามโรงพยาบาล
ไม่ต้องมีบัตรทอง 30 บาท ไม่ต้องนำเข้ายารักษาโรค
เพราะเมื่ออาหารปลอดภัย สุขภาพก็ดี แข็งแรง
ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน
ผิดกับปัจจุบัน
ที่วิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้า
แต่คนป่วยมากขึ้น
คนมีเลือดเสียอันเกิดจากสารพิษตกค้างมากขึ้น
(เชื่อว่าพวกเราอีกจำนวนมากยังไม่เคยไปตรวจเลือด)
ถ้าทำได้ตามที่กล่าวข้างต้น ประเทศชาติจะประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุข
เราจะได้ไม่ต้องเห็นพระอาพาธ
ที่รัฐต้องเอางบประมาณมาสร้างตึกสงฆ์อาพาธเพิ่มขึ้นทุกจังหวัด
แทนที่จะเอาเงินมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
เอาไปพัฒนาอาชีพแก่ผู้ด้อยโอกาส
และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย
ก็เท่ากับพวกเราได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินแล้ว
วิภูษิต :
เรียบเรียง/ขอเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน
(ปรับปรุง 2549)
|