- ทำไมต้องใช้ EM ? -

 

 

            อาณาจักรพืช ต้องอาศัยจุลินทรีย์ในการย่อยซากพืช-ซากสัตว์ให้กลายเป็นปุ๋ย
            อาณาจักรสัตว์ ต้องกินพืชหรือสัตว์ หรือทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร ในกระบวนการย่อยอาหารก็เป็นจุลินทรีย์
            อาณาจักรจุลินทรีย์ เป็นผู้ย่อยสลายซากพืช-ซากสัตว์เป็นอาหารและขับถ่ายออกไปเป็นสารอาหารแก่พืชและสัตว์
            การเกษตรเคมี เป็นการตัดวงจรธรรมชาติ ทำให้พืช สัตว์ และจุลินทรีย์มีปัญหา

 

 

 

 

 


            ในสภาวะธรรมชาติ กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์อันมีซากพืช-ซากสัตว์ให้กลายเป็นสารอาหารแก่พืชนั้น เป็นหน้าที่ของจุลินทรีย์ แต่ปัจจุบัน มีการทำลายป่า การเกษตรก็ใช้วิธีเผา ไถ ตากแดด พ่นสารพิษสารเคมี อันเป็นการทำลายจุลินทรีย์โดยตรง


            ในสภาวะเช่นนี้ การจะงดเกษตรเคมี หันกลับมาใช้เกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรธรรมชาติ ที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้นหามีประโยชน์ใดไม่ และอาจจะมีผลเสียด้วยซ้ำ เพราะในดินธรรมชาติขาดผู้ย่อยสลายคือ จุลินทรีย์


            การค้นพบ EM จึงเป็นหนทางที่จะนำไปสู่เกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรธรรมชาติได้ โดยการเติมผู้ย่อยสลาย หรือจุลินทรีย์ลงไปในธรรมชาติความเป็นจริงจุลินทรีย์ตามธรรมชาติเกิดเองได้ แต่ต้องงดการใช้เคมี ไม่มีการเผา หรือไถตากแดดต่อเนื่องเป็นเวลา 5-10 ปี การทำเกษตรอินทรีย์จึงจะได้ผล แต่ปัญหาคือรอไม่ได้ EM จะช่วยทุ่นเวลา ณ จุดนี้ให้สามารถทำเกษตรธรรมชาติหรือเกษตรอินทรีย์ได้ทันที จุดเด่นสำคัญของ EM คือ ใช้ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นในด้าน


- การปลูกพืช         - การปศุสัตว์
- การประมง           - การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
                     ฯลฯ


            กล่าวคือ เมื่อมี EM ก็สามารถทำได้ทุกเรื่องแบบผสมผสาน ซึ่งเคมีทำมิได้ การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ จึงมีหนทางที่จะดำเนินการได้เป็นอย่างดี ทั้งเกษตรผสมผสาน แบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือเกษตรทฤษฎีใหม่หากมีการใช้ EM กันอย่างกว้างขวางแล้ว จะสามารถแก้ปัญหาอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทุกขณะได้ กระบวนการทำงานของ EM จะเกิดออกซิเจน (O2) เนื่องจาก EM เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic) เป็นส่วนใหญ่ อันมีผลนำไปสู่การเพิ่มโอโซนในชั้นบรรยากาศ และลดการเกิดภาวะเรือนกระจก